Refresh Body Deodorant Spray

 

 

 

 

 

 

 

 

           ชวนคุย ปัญหา สาเหตุของการมีกลิ่นตัว


  • เรื่องนี้หลายคนอาจจะรู้มาบ้าง แต่บางคนอาจยังไม่รู้
    หนุ่มๆสาวๆ ที่มีกลิ่นตัวแรงกว่าปกติ เป็นเพราะบริโภค
    อาหารที่ทานแล้วทำให้เกิดกลิ่นตัวมากกว่าเดิม
    ซึ่งผู้ที่มีกลิ่นตัวแรงมากๆ อาจจะไม่ชอบ หาทุกวิธี
    ที่จะทำให้กลิ่นตัวหาย หรือลดลง แต่ก็ยังชอบบริโภค
    อาหารที่ทำให้เกิดกลิ่นตัว เพิ่มทีวีขึ้นไปอีก
    โดยที่ไม่นึกคิด หรือคาดไม่ถึงว่าอาหารเหล่านั้น
    นั่นแหละที่ทำให้กลิ่นตัวแรงกว่าปกติ อาหารที่
    ก่อให้เกิดกลิ่นตัวแรงส่วนมากจะเป็น
    อาหารจำพวกเครื่องเทศชนิดต่างๆ
    ลองคิดถึงคนอินเดียสิ อาหารส่วนมาก
    จะเป็นเครื่องเทศทั้งนั้น เลยทำให้
    คนอินเดียมีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ไปเลยล่ะ
    1.กระเทียม เจ้าสิ่งนี้ไม่ต้องพูดถึง
    รับประทานเข้าไปแล้วก็น่าจะรู้
    สารเคมีที่ส่งกลิ่นออกมาจากลมหายใจ
    และเหงื่อของคุณก็คือซัลเฟอร์
    ซึ่งกลิ่นนั้นไม่ต่างอะไรจากใข่เน่าเลย
    2.หัวหอม สำหรับใครที่ชอบกินกระปิ
    หรือกินมะม่วงจิ้มกระปินะ
    รับประทานมากๆกลิ่นแรงจริงๆ ขนาดกลิ่นกระปิ
    ยังแรงขนาดนี้ถ้ามันไปอยู่ในท้องเราล่ะจะขนาดไหน
    3.กระปิ สำหรับใครที่ชอบกินกระปิ หรือกินมะม่วงจิ้มกระปินะ
    รับประทานมากๆกลิ่นแรงจริงๆ ขนาดกลิ่นกระปิ
    ยังแรงขนาดนี้ถ้ามันไปอยู่ในท้องเราล่ะจะขนาดไหน
    4.ทุเรียน ส่วนตัวผู้เขียนชอบกินมากๆเลย
    กลิ่นตัวแรงจริง ยิ่งตอนเรอหรือผายลมนะ ไ
    ม่ต้องพูดเลยจ้า กลิ่นนี่สุดยอดเลย
    รับประทานน้อยๆเพียงพอต่อสุขภาพล่กันนะ
    อย่าทานเยอะล่ะ อาจทำให้ ร้อนใน
    หรือเจ็บป่วยได้นะขอบอก
    5.ปลาเค็ม ปลาเค็มก็เป็นอาหารที่ทำให้เกิดกลิ่นตัวนะ
    แต่อาจไม่ใช่ทั้งหมด แต่ปลาเค็มที่เหม็นจริงๆ
    ก็นี่เลย ปลากุเลาเค็ม(ไม่ดองน้ำแข็งนะ)
    กลิ่นนี่หอมอร่อยเลย พอทานไปแล้วกลิ่นปาก กลิ่นตัวแรงมาก
    ถ้าใครชอบทานปลาเค็มก็อย่าทานเยอะล่ะกัน แนะนำ คิคิ
    6.สตอ สำหรับเจ้าสิ่งนี้ไม่ต้องพูดเลย หลังรับประทานแล้ว
    กลิ่นตัวแรงมากๆ ยิ่งทานปริมาณเยอะๆนะ กลิ่นแรงจริงๆ
    สำหรับผู้ที่ชอบทานสตอ ก็ควรลดหรือทานน้อยลงหน่อย
    ไม่งั้นกลิ่นตัวจะแรงมากๆขอบอก

    มีอาหารอีกหลายอย่างที่ทำให้กลิ่นตัวแรงขึ้น
    เกือบทุกประเภทที่เป็นพวกเครื่องเทศก็ว่าได้
    ถ้าใครมีกลิ่นตัวแรงกว่าคนอื่นเขา
    งดอาหารจำพวกนี้ได้ก็งดดีกว่านะ
    เพื่อความมั่นใจของเรา แล้วคนรอบข้าง
    แค่นี้ก่อนค่ะเดี๋ยวว่างมาเขียนใหม่นะ

  • กลิ่นรักแร้รักษาได้
    ก่อนอื่นต้องวิเคราะห์ดูว่า กลิ่นรักแร้แรงนั้น มีสาเหตุมาจากอะไร
    เพื่อจะแก้ไขปัญหาให้ได้ตรงจุด ซึ่งวิธีกำจัดกลิ่นโดยทั่วไป
    คือการใส่เสื้อผ้าที่สะอาดไม่ใส่เสื้อผ้าที่อับชื้น
    ชำระล้างร่างกายสม่ำเสมอเพื่อลดเชื้อแบคทีเรียและความอับชื้น
    ลดอาหารหรือเครื่องดื่มที่อาจทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ ฯลฯ
    แล้วเรายังสามารถใช้วิธีรักษาทางการแพทย์ร่วมได้อีกด้วย ได้แก่


    1. การฉีดโบท็อก ณ บริเวณที่เกิดกลิ่นที่นิยมทำกันมากได้แก่
    บริเวณรักแร้ โดยใช้หลักในการลดเหงื่อบริเวณนั้นๆ
    ให้น้อยลงและแห้งสนิทภายใน 7 วัน โดยการฉีด 1 ครั้ง
    สามารถลดเหงื่อได้ 4-6 เดือน
    คำแนะนำ เมื่อยาหมดฤทธิ์กระบวนการทำงานของต่อม Apocrine จะกลับมาเหมือนเดิม กลิ่นก็จะกลับมาด้วย คนไข้จึงต้องมาฉีดซ้ำ

    2. การรักษาด้วย O-Laser มีหลักการคือใช้พลังงานเลเซอร์
    เพื่อไปทำลายต่อมเหงื่อบริเวณใต้ผิวหนังให้เหลือลดลง
    ทำให้การผลิตเหงื่อบริเวณนั้นน้อยตามไปด้วย จึงทำให้
    กลิ่นรักแร้ที่ออกมานั้นลดหายไปนั้นเอง
    วิธีการรักษา ไม่ต้องวางยาสลบ ใช้แค่ยาชาเท่านั้นโดยจะเปิดแผลไม่เกิน 1 ซม.ในจุดที่ต้องการกำจัดกลิ่น (ส่วนใหญ่ทำบริเวณ รักแร้และหน้าอก)
    เพื่อนสอดเส้นใยเลเซอร์ลงไปใต้ชั้นผิวซึ่งพลังงาน
    เลเซอร์จะทำให้เกิดความร้อนขึ้นในบริเวณต่อมเหงื่อ
    จำนวนต่อมเหงื่อจึงลดลงจากการทำลายด้วยความร้อน
    ซึ่งเลเซอร์จะทำงานเฉพาะในชั้นไขมันเท่านั้น
    (ไม่ลงลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อ) จึงปลอดภัยและกำจัด
    กลิ่นรักแร้ได้ถึงแหล่งกำเนิดอย่างแท้จริง
    เมื่อจำนวนต่อมเหงื่อลดลง เหงื่อจึงมีปริมาณน้อยลง
    กลิ่นเหงื่อจึงลดลงตามไปด้วย
    คำแนะนำ จำนวนครั้งในการทำต้องทำอย่างน้อย 3 ครั้ง(ขึ้นอยู่กับผลที่คนไข้ได้รับ) ผลที่ได้จากการรักษาสามารถดับกลิ่นรักแร้ลงประมาณ 70-80% เพราะสามเหตุที่ทำให้เกิดกลิ่นนั้นนอกจากต่อมใต้ผิวแล้วยังมีสาเหตุมาจากเหงื่อและเส้นขนจึงควรกำจัดขนร่วมด้วย (เพราะแบคทีเรียที่เกาะตามรูขุมขนจะทำปฏิกิริยากับเหงื่อทำให้เกิดกลิ่นรักแร้นั้นเอง)

    3.
    การผ่าตัดต่อมไขมันออก ศัลยกรรมลดกลิ่นส่วนใหญ่จะได้ผลดีถึงดีมากในการลดเหงื่อนอกจากนี้ยังช่วยลดไขมันและกำจัดขนที่อยู่ตื้นๆ ใต้ผิวหนัง
    เพื่อจะทำให้เกิดเหงื่อน้อยลง เชื้อแบคทีเรียที่อยู่
    ในบริเวณนั้นก็ไม่เจริญเติบโตแพร่พันธุ์ออกมา
    วิธีการรักษา เริ่มจากฉีดยาชาแล้วเปิดบาดแผล
    ตามแนวรอยพับของรักแร้ยาวประมาณ 5 ซม.
    จากนั้นแพทย์จะทำการตัดต่อมไขมันใต้ผิวหนังออกไป
    (ตัวการทำให้เกิดกลิ่นรุนแรงผิดปกติ) โดยต้องพยายาม
    ขจัดต่อมไขมันออกให้มากที่สุด แล้วจึงเย็บปิดบาดแผล
    ให้ดูเนียนกลมกลืนกับรอยพับของผิวหนังวิธีนี้สามารถ
    ลดต่อมไขมันได้ประมาณ 95% แต่มี ข้อเสีย คือ
    จะเกิดบาดแผลค่อนข้างใหญ่

    คำแนะนำ ระยะเวลาของแผลหายขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพ
    ร่างกายของคนไข้แต่ละคนปกติใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 5 วัน
    ระวังอย่าให้แผลโดนน้ำในช่วง 7 วันแรกรวมทั้ง
    ไม่ควรใช้งานแขนที่ต้องกระทบกับรักแร้ใน 2 สัปดาห์แรก
    ถ้าหากแพทย์ที่รักษา ทำลายต่อมออกน้อย
    เพราะเกรงว่าจะทำให้ผิวหนังตาย การผ่าตัดก็อาจไม่ได้ผลดี
    และถ้าหากแพทย์ผ่าตัดด้วยความรุนแรง หรือไม่ระมัดระวัง
    ผลต่อผิวหนังก็จะมีปัญหาเรื่องผิวหนังตายทำให้ผิวส่วนนั้นดำได้


    4. การดูดไขมันเพื่อกำจัดกลิ่น ปัจจุบันมีนวัตนกรรม
    ทันสมัยที่ใช้กำจัดไขมันในบริเวณที่บอบบางอย่างเช่น
    ด้วยEndolaser techniq หลักการสลายไขมันโดยลำแสง
    เลเซอร์แล้วดูดกลับออกมาผ่านช่องทางเดิม
    สามารถใช้ได้กับทุกส่วนของร่างกายให้รอยแผลเล็ก
    ประมาณ ? ซม. ไม่ทำให้เนื้อเยื่อข้างเคียงเสียหาย
    โดยเฉพาะเส้นเลือดและเส้นประสาทรอบๆ ไขมัน
    ถ้ากระทบบ้างก็บอบช้ำน้อยมาก คนไข้สามารถฟื้นตัว
    ได้ไวกว่าการผ่าตัดแบบเดิมๆ
    วิธีการรักษา จะฉีดสารละลายน้ำเกลือชนิดพิเศษ
    เข้าบริเวณผิวที่ต้องการดูดไขมันออก ช่วยให้เกิดอาการชา
    จากนั้นสอดท่อเครื่องมือขนาดเล็กเข้าไปปล่อยพลังงาน
    คลื่นเสียง เพื่อสลายไขมันจนกลายเป็นของเหลวแล้ว
    ดูดออกทางท่อเครื่องมือเดิมอย่างนุ่มนวลแล้วจึงเย็บปิด
    บาดแผลให้เรียบร้อย
    คำแนะนำ การดูดไขมันอาจลดกลิ่นลงได้น้อยกว่าการศัลยกรรม
    ผ่าตัดต่อมไขมัน แต่แผลที่เหลือไว้จะเล็กมาก
    คนไข้จะรู้สึกเจ็บปวดน้อยและมีรอยช้ำไม่มาก ผิวฟื้นตัวเร็ว
    เกิดผลข้างเคียงน้อยที่สุดอีกด้วย


  • กลิ่นตัวเกิดจากอะไร
    กลิ่นตัวเกิดจากสารที่สรางมาจากตอมกลิ่น (apocrine gland)
    ซึ่งพบมากที่บริเวณรักแร้และหัวหนาว ตอมกลิ่นพบไดตั้งแตเกิด
    แตจะเริ่มทํางานในชวงวัยรุน มีหน้าที่ คือการสรางกลิ่น
    ซึ่งเปนลักษณะทาง เพศแบบหนึ่ง สารที่หลั่งจากตอม
    กลิ่นประกอบดวยกรดไขมันหลายชนิด
    (fatty acid, sulfanyl alkanols และ steroid ) มีลักษณะเหลวขน
    ไมมีกลิ่น เมื่อหลั่งออกมาด้านนอกของผิวหนังสารดั่งกล่าว
    จะถูกเชื้อแบคทีเรีย (Corynebacteria spp.) เปลี่ยนใหเปน
    สารที่มีกลิ่นซึ่งคือแอมโมเนียและกรดไขมันสายสั้น
    กลิ่นตัวมีผลกระทบอย่างไรบาง ปัจจัยที่สงเสริมให้กลิ่นตัวมากขึ้น
    การมีกลิ่นตัวที่มากหรือแรงจะทำให้ไม่เปนที่น่าพอใจ
    ของผู้คนรอบขางกลิ่นตัวที่มากนี้จะทำใหบุคคล
    ขาดความมั่นใจหรือมีคุณภาพชีวิตที่ลดลง อากาศรอน
    หรือการรักษาสุขอนามัยที่ไม่สะอาดจะทําให้กลิ่นตัว มากขึ้น

    กลิ่นตัวกับภาะวะเหงื่อออกมากสัมพันธกันหรือไม
    ลิ่นตัวจะมาจากตอมกลิ่น ตางกับเหงื่อที่มา
    จากตอมเหงื่อกลิ่นตัวอาจมารวมกับภาวะเหงื่อออกมากหรือไม่ก็ได

    กลิ่นตัวต่างจากกลิ่นเหงื่ออยางไร

    ปกติเหงื่อที่หลั่งมาจากตอมเหงื่อจะไมมีกลิ่น
    บางภาวะอาจทำใหเหงื่อมีกลิ่นไดเชน รับประทาน กระเทียม แกง
    หรือยาบางชนิด

    การรักษาและปองกันการมีกลิ่นตัว

    1. การรักษาสุขอนามัยใหสะอาด การลางบริเวณรักแรบอยๆ
    ดวยน้ำสะอาดจะลดปริมาณสารก่อกลิ่น ที่หลั่งจากตอมกลิ่นได
    การลางดวยสบู่ฆ่าเชื้อจะชวยลดปริมาณแบคทีเรีย
    แตไมควรลางบอยเพราะอาจเกิดการ ระคายเคือง

    2. หลีกเลี่ยงภาวะที่รอนจัด ภาวะอบอับชื้น

    3. การใชผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย (deodorants)
    ซึ่งจะมีสวนประกอบหลายอยาง เชน สารลดเหงื่อ
    สารฆาเชื้อแบคทีเรีย สารลดกลิ่นที่สร้างขึ้น
    และน้ำหอมจะช่วยลดกลิ่นตัวได

    4. การใชยาระงับเหงื่อ (antiperspirants)
    สวนมากจะมีส่วนประกอบของโลหะเชน
    อลูมิเนียมคลอไรด ( aluminium chloride)
    ซึ่งจะไปอุดทอต่อม เหงื่อ ลดการหลั่งเหงื่อ
    ทําใหผิวหนังแห้งและแบคทีเรียที่กอกลิ่นตัวเติบโตไมดี
    สามารถชวยลดกลิ่นตัวได

    5. การใชน้ำหอมฉีดพนเพี่อกลบกลิ่นตัว
    แตตองระวังการผื่นแพน้ำหอมที่อาจเกิดขึ้นได

    6. การโกนขนบริเวณรักแรเพื่อปองกันแบคทีเรีย
    และการสะสมของสารกอกลิ่น

    7. สบูฆาเชื้อเพื่อลดแบคทีเรีย

    8. การฉีดโบท๊อก เพื่อลดการสรางสารกอกลิ่น

    9. การผาตัดเอาตอมกลิ่นออกเปนวิธีการรักษา
    ที่ไดผลดีแตอาจมีผลขางเคียงหลังการรักษา
    เชน มีแผลเปน การติดเชื้อเปนตน

  • อาการเต่าแรง เต่าเรียกพี่ หลายคน น่าจะเคยมีปัญหา
    ทำให้ต้องเบื่อหน่ายหรือถอดใจ หลายคนคิดจะทำให้มันตาย
    หรือหายไป แต่มันไม่หาย กลับตามติดมาตลอดไม่ว่า
    จะฤดูกาลไหน เสื้อผ้าจะราคาแพง ดูจะหมดค่า ถ้าเต่าน้อย
    ยังขยันสร้างกลิ่นไม่เลิก วันนี้เรามา หาสาเหตุกันดีกว่า
    จริงๆแล้ว ความแรงของกลิ่นมันก็มีกันทุกคน แต่ก็จะโทษว่าเหงื่อ
    นั้นเป็น ฆาตกร แต่อย่างว่าละครับ อะไรทำให้เราเปียก
    อับมากๆ มักตกเป็นผู้ต้องส่งสัยเสมอ
    แต่ตัวร้ายที่ทำให้วัย เกรียน ยันลากเกรียน มันคือที่
    อยู่ในบริเวณ หรือสังเกตการณ์รอบๆ ต่างหากนะครับ
    ใครจะรู้บ้างไหม ชื่อ เรียก nickname คือ แบคทีเรีย
    มีผู้ร่วมขบวนการสุดแสนน่ารัก และทรงเสน่ห์ ก็คือ
    จุลินทรีย์ตัวน้อย เอาละครับมาดูกันว่าเขา ปรุงแต่ง
    เหงื่อของเราให้อร่อย กว่า shabu ยังไง เริ่ม กัน
    พออากาศร้อน ร่างกายก็จะเริ่ม ขับเหงื่อให้สบาย
    ไม่ให้อุณภูมิสูงเกินไป แต่เผินๆ ดูดีไม่มีไร แต่ผู้คุม
    ที่รออยู่เริ่มทำงาน โดยจับกับเหงื่อลดกระหาย ซึ่งในเหงื่อ
    ของเราก็จะมี โปรตีนไขมันมีการหลั่งออกมาในรูขุมขน
    เป็นโรงงานผลิตอาหารชั้นเลิศ รอคนมาปรุง ให้อร่อย
    นั้นก็คือ แบคทีเรีย กับจุลินทรีย์ สิ่งที่ได้ก็คือกลิ่น
    ที่หอมสำหรับนักปรุง แต่สำหรับเราเอง กลับเป็น
    สิ่งที่ไม่พึงประสงค์ นะครับ สาเหตุ ของเต่า น้อย จุ๊บุ จุ๊บุ

  • กลิ่นตัว หรือที่เรียกกันง่ายๆว่า กลิ่นเต่า เมื่อเกิดขึ้นแล้วมัก
    จะเหม็นฉุน อาจเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม กลิ่นกายเป็นกลิ่น
    ประจำตัวของแต่ละบุคคลเช่นเดียวกับเสียงหรือลายมือ
    กลิ่นกายเกิดจากสารที่หลั่งจากต่อมใต้ผิวหนังซึิ่งเป็น
    กลิ่นหอมอ่อนๆ ชวนดม และดึงดูดต่อเพศตรงข้าม
    แต่การที่คนเรามีกลิ่นตัว นั้นมักเกิดจากการที่ผิวหนังบริเวณอับชื้น
    เช่น รักแร้ ซอกขา ซอกนิ้วเท้า บริเวณเหล่านี้ โอกาสที่สิ่งขับถ่าย
    จากผิวหนัง เช่น เหงื่อ สารที่หลั่งจากต่อมกลิ่น ระเหยแห้
    งออกไปได้ยาก จึงทำให้เกิดการหมักหมมและเป็น
    อาหารที่ดีของเชื้อจุลินทรีย์ย่อยกลายเป็นสารกลิ่นฉุนระเหย
    ออกมา ถ้าการหมักหมมมีมากก็จะเกิดกลิ่น ที่รุนแรงฉุนเฉียว
    อันเป็นที่รังเกียจของสังคม ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้มักมีส่วน
    ผสมของสารระงับเหงื่อและสารขจัดกลิ่น ซึ่งมีอำนาจฆ่าเชื้อ
    จุลินทรีย์อันเป็นสาเหตุของการเกิดกลิ่น

    การเกิดกลิ่นตัว มีองค์ประกอบอย่างน้อย 2 อย่างคือ
    มีการขับเหงื่อออกมา และ เชื้อจุลินทรีย์ที่อาศัยบนผิวหนัง
    ทำให้เกิดการบูดเน่าของเหงื่อตามมาจึงเกิดกลิ่นเหม็นขึ้น

    สาเหตุที่ช่วยส่งเสริมการเกิดกลิ่นตัวให้มากขึ้น

    1. เชื้อชาติ พวกยุโรป นิโกร และอินเดีย มีกลิ่นตัวแรงกว่า
    คนผิวเหลือง นอกจากนี้องค์ประกอบของเหงื่อใน
    แต่ละคนต่างกันออกไป เช่น มีสารที่เป็นแหล่งสาเหตุขอ
    งกลิ่นมากก็อาจทำให้มีกลิ่นตัวได้ง่าย

    2. การรักษาอนามัยส่วนบุคคล พวกที่อาศัยในเขตหนาว
    โอกาสที่จะได้ อาบน้ำชำระล้างร่างกายมีน้อย หรือ
    พวกนักกีฬาที่ไม่ชอบ อาบน้ำ เหงื่อที่ออกมาจะเกิดกา
    รหมักหมมมากจึงมีกลิ่นตัวแรง

    3. อาหารที่รับประทาน อาหารบางประเภท เช่น เครื่องเทศ
    หัวหอมกระเทียม ไขมัน เนย มีกรดไขมันสูง เมื่อรับประทาน
    เข้าไปจะปนออกมากับเหงื่อทำให้เกิดกลิ่นตัว

    4. ภาวะร่างกายและจิตใจ โรคบางชนิดทำให้เกิดสารมีกลิ่นปนมากับ
    เหงื่อเพิ่มขึ้นหรืออารมณ์เครียดทำให้มีการขับเหงื่อ เพิ่มมากขึ้น
    ทำให้เกิดกลิ่นตัวได้ง่าย เหงื่อจะขับออกมาจากต่อมเหงื่อ
    ใต้ผิวหนังเพื่อลดอุณหภูมิให้ร่างกาย เหงื่อที่ขับออกมาใหม่ๆ
    จะ ไม่มีกลิ่น เป็นของเหลวใส มีฤทธิ์เป็นกรดซึ่งเหงื่อจะ
    ประกอบไปด้วยแร่ธาตุต่างๆมากมาย

    สารหลั่งจากต่อมกลิ่นมีลักษณะขุ่นขาว มีส่วนประกอบของไขมัน
    และองค์ประกอบจากเซลล์ ซึ่ง มีไนโตรเจนและกรดไขมัน
    ในปริมาณที่สูง เมื่อสัมผัสกับเชื้อจุลินทรีย์จะถูกย่อย
    กลายเป็นสารเอมีน และแอมโมเนีย ซึ่งมีกลิ่นฉุน
    ดังนั้นการเกิดกลิ่นตัวที่เหม็นฉุนซึ่งมักเกิดบริเวณรักแร้
    เกิดจากสารหลั่งจากต่อมกลิ่นและเหงื่อ ปนกัน
    และถูกเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายกลายเป็นสารมีกลิ่น
    ดังกล่าวโดยอาศัยองค์ประกอบอื่นร่วม เช่น ความชื้น
    ภายใต้แขนที่อุ่นของรักแร้ ขนซึ่งช่วยหมักหมมและ
    กักกันกลิ่น และไขมันที่ขับออกจาก ต่อมไขมัน
    โดยเฉพาะองค์ประกอบที่เป็นกรดไขมันที่มีน้ำหนัก
    โมเลกุลสูงช่วยส่งเสริมการเกิดกลิ่น มากยิ่งขึ้นสรุปได้ว่า
    ต้นเหตุใหญ่ของกลิ่นเหงื่อมาจากเชื้อจุลินทรีย์



    -การขจัดกลิ่นตัว การขจัดหรือป้องกันการเกิดกลิ่นตัวจึงเป็นสิ่งไม่ยาก
    มีผู้เสนอวิธีลดหรือป้องกันการเกิดกลิ่นตัว ไว้ 5 วิธี ดังนี้



    1. ทายาระงับการหลังเหงื่อ วิธีนี้จะปลอดภัยกว่าการให้โดยรับประทาน
    ซึ่งมีผลข้างเคียงจากยามาก

    2. กั้นเหงื่อมิให้ออกมาที่ผิวหนัง วิธีนี้ค่อนข้างอันตรายเพราะ
    จะทำให้ท่อเหงื่อบวมและอักเสบได้ พบว่าสารระงับเหงื่อ
    ออกฤทธิ์โดยเมื่อท่อเหงื่อบวม ต่อมเหงื่อจะหยุดทำงานไปเอง
    จึงเป็นการระงับเหงื่อได้ทางอ้อม อย่างไรก็ตาม
    คนส่วนใหญ่ที่ใช้ ก็ไม่พบอาการข้างเคียงเกิดขึ้นให้เห็นจึง
    ยังคงใช้กันอยู่ เช่น สาร พวกแอสตริงเจนท์ทั้งหลายที่มีฤทธิ์
    กระชับรูขุมขน และรูท่อเหงื่อ

    3. ขจัดเหงื่อที่ขับออกมาที่ผิวโดยเร็ว วิธีนี้ก็คือการอาบน้ำชำระร่างกาย

    4. ใช้สารฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ทั้งหลายที่ทำให้เกิดกลิ่นตัว
    วิธีนี้ก็หมายถึงการออกฤทธิ์ของสารขจัดกลิ่น (deodorant) นั่นเอง

    5. การทำลายสารที่เป็นสาเหตุของกลิ่นเหม็นฉุนทั้งหลายโดยเร็ว
    วิธีนี้ทำได้หลายทาง เช่น การใช้สารดูดซับเหงื่อและกลิ่น
    การใช้สารที่เปลี่ยนพวกเอมีนและ แอมโมเนียเป็นสารอื่นที่ไม่มีกลิ่น
    นอกจากนี้ยังมีผู้ใช้สารกลิ่นหอมในการกลบกลิ่นเหม็นฉุนที่เกิดขึ้น
    เช่น การใช้น้ำหอม แต่วิธีนี้ไม่แนะนำให้ใช้ เพราะไม่ได้ขจัดสาเหตุของกลิ่นตัว

  • คนเราแต่ละคน แต่ละเชื้อชาติจะมีกลิ่นตัวที่แตกต่างกัน
    ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของคนนั้นๆ ในปัจจุบันนี้เป็นที่ทราบกันดี
    ว่าคนที่มีกลิ่นตัวเหม็นมากๆ คือคนที่เป็นโรค
    “Fish-Malodor Syndrome” ซึ่งมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรม
    ไปยังลูกหลานได้ด้วย

    คนที่เป็นโรคFish-Malodor Syndrome (FOS )
    นั้นนับว่าเป็นผู้ที่โชคร้ายมากเพราะเป็นที่รังเกียจของ
    สังคมและบุคคลทั่วไป คนเหล่านี้มักจะหาวิธีให้กลิ่นตัว
    ของตนเองทุเลาลง เมื่อเป็นมาก บางคนพยายามไปพบแพทย์
    หรือซื้อผลิตภัณฑ์ต่างๆนานามาใช้ก็ไม่หาย บางคนที่หมอ
    ทั้งหลายรักษาแล้วไม่หาย ก็อาจจะได้รับการอธิบายว่าชาติ
    ก่อนคงไปทำกรรมไว้ต่างๆ ถึงขั้นต้องไปหาพระหรือหมอผีกัน
    เลยทีเดียว เมื่อรักษาไม่หายบางคนจึงไปพบแพทย์แผนปัจจุบัน
    ซึ่งไม่เข้าใจถึงพยาธิสภาพโรคนี้ ก็อาจจะแนะนำคนที่มาพบ
    รับประทานยาคลายเครียด ยาคลายกังวล หรือยากล่อมประสาท
    ซึ่งเป็นที่น่าสลดใจมาก เพราะว่าหลังจากการรับประทานยา
    เหล่านี้เข้าไปแล้ว ไม่เพียงแต่จะทำให้ผู้ป่วยมีสภาวะทางจิต
    ไม่ดีขึ้นแล้ว ยังทำให้กลิ่นตัวเหม็นขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

    สาเหตุของการเกิดโรค

    กลิ่นตัวของคนที่เป็นโรค FOS นั้นจะเหมือนกันกับกลิ่นของปลาเน่า
    ซึ่งโดยแท้จริงแล้วก็คือกลิ่นของสารเคมีชื่อ trimethylamine (TMA )
    ที่ถูกกำจัดออกมาจากเหงื่อ ปัสสาวะ และน้ำคัดหลั่งของร่างกายเรานั่นเอง
    สาร TMA นี้เป็น metabolic product ของอาหารต่างๆ ที่เรารับประทานกัน
    และจะมีมากในอาหารประเภทไข่แดง เนื้อสัตว์ และถั่วหลายชนิด
    กล่าวโดยย่อก็คือเมื่อเรารับประทานอาหารดังกล่าวเข้าไป
    แบคทีเรียในทางเดินอาหารซึ่งมีอยู่มากกว่า 70 ชนิด
    ก็จะเปลี่ยนแปลงสารเคมีที่มีอยู่ในอาหาร 3 ตัวคือ choline,betaine
    และ carnitine ให้เป็น TMA ซึ่งก็จะถูกดูดซึมเข้าไปในร่างกาย
    โดยผ่านทางกระแสเลือด

    ในคนที่ไม่เป็นโรค FOS นั้น TMA ก็จะถูกเอนไซม์ของตับชื่อ
    flavin-containing monooxygenase ฟอร์มที่ 3 (FMO3 )
    ทำลายด้วยการเปลี่ยนเป็นสารชื่อ TMA-0 (trimethylamine N-oxide )
    ซึ่งเป็นสารที่ละลายน้ำได้ดีและไม่มีกลิ่นเหม็นเลย
    แล้วก็ถูกขับออกร่างกายทางน้ำคัดหลั่งต่างๆ รวมทั้งในปัสสาวะด้วย
    แต่ในคนที่เป็นโรค FOS นั้น TMA จะไม่ถูกเปลี่ยนแปลงเลยเพราะ
    FMO3 gene ของตับไม่สามารถสร้างเอนไซม์ตัวนี้ได้เพียงพอ
    อันเนื่องมาจากความผิดปกติทางพันธุกรรม ดังนั้น TMA
    จึงถูกกำจัดออกมาจากร่างกายในปริมาณที่มาก จึงทำให้ปัสสาวะ
    เหงื่อ และลมหายใจมีกลิ่นเหม็นมากคล้ายกลิ่นปลาเน่า
    ซึ่งทั้งหมดที่ได้กล่าวมานี้สามารถสรุปเป็นกลไกการเกิดโรค




    ยังมีอีกหลายสภาวะที่ทำให้ FMO3 ของร่างกายทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร
    เช่น ได้รับยาบางชนิด (steroids, TCAs, ranitidine ),
    โรคตับพิการ โรค Turner’s syndrome, Noonan’s syndrome
    หรือแม้กระทั่งในระหว่างการมีประจำเดือนของสตรี เป็นต้น

    ที่จริงแล้ว TMA นี้ไม่ใช่ตัวที่จะคุกคามการดำเนินชีวิตของคนเรา
    แต่มันก็สามารถทำให้คนที่เป็นโรค FOS นี้หลายรายพยายาม
    ที่จะหาวิธีรักษาและขจัดมัน เช่น การสูบบุหรี่จัดเพื่อจะบดบัง
    กลิ่นเหม็นของ TMA การใช้ยาดับกลิ่น ใช้สมุนไพรหรือใช้น้ำหอม
    เป็นต้น บ่อยครั้งที่แพทย์ไม่เข้าใจกลไกของการเกิดโรคกลิ่นตัวเหม็น
    ก็จะแนะนำวิธีการรักษาที่ผิดๆ เช่น ผ่าตัดต่อมเหงื่อ ผ่าตัดต่อมไทรอยด์
    ผ่าตัดมดลูก หรือให้รับประทานยาจำพวก benzodiazepines
    เข้าไปเป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้ผลเลย ยิ่งกว่านั้นยากล่อมประสาท
    และยาคลายเครียดทั้งหลาย ยังให้ผลร้ายแก่ผู้ที่มีกลิ่นตัวเหม็น
    เหล่านี้อีกด้วย กล่าวคือทำให้กลิ่นตัวเหม็นมากขึ้น
    เพราะมันไปยับยั้งการทำงานของ FMO3 ซึ่งยังส่งผลให้ระดับของ
    TMA ในร่างกายสูงมากขึ้นด้วย



    เอกสารอ้างอิง

    1. Ayesh R, Mitchell SC, Zhang A and Smith RL.
    The fish-odor syndrome: Biochemical,
    familial and clinical aspects. Br J Med 1993; 307:
    655-657. 2. Mitchell SC. The fish-odor syndrome.
    Perspect Biol Med 1996; 39: 514-526.
    3. Thithapandha A. A pharmacogenetic study
    of trimethylaminuria in Orientals. Pharmacogenetics
    1997; 7: 497-501.
Visitors: 5,815,183